It is currently Sun Dec 21, 2014 11:05 pm





Post new topic Reply to topic  [ 1 post ] 
 อาณาจักร มายา 
Author Message

Joined: Sat Mar 19, 2011 8:28 am
Posts: 347
---------
Post อาณาจักร มายา
Image

การล่มสลายของอาณาจักรมายา
หลายศตวรรษก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินทางมาถึงทวีปอเมริกา มีอารยธรรมศิวิไลซ์ในดินแดนเมโสอเมริกาคือ อารยธรรมมายัน (Mayan civilization) อารยธรรมที่รุ่งเรืองนี้กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณคาบสมุทรยูคาตัน ภาคใต้ของประเทศเม็กซิโก ในประเทศกัวเตมาลา ประเทศเบลิซ และประเทศฮอนดูรัสในปัจจุบัน

ชาวมายามีความปราดเปรื่องในศาสตร์หลายแขนง ได้แก่คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ สถาปัตยกรรม ชลประทาน การทอผ้า การทำเครื่องปั้นดินเผา และมีระบบปฏิทินและภาษาเขียนของตนเอง นอกจากนั้นยังเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมอีกด้วย

อาณาจักรมายันมีเมือง สำคัญหลายเมือง คือ เมืองติกัล (Tikal) เพเตน (Peten) ในประเทศกัวเตมาลา ปาเลงกอ (Palenque) ในภาคใต้ของประเทศเม็กซิโก เมืองโคปัน (Copan) ในประเทศฮอนดูรัส เมือง อิทซา (Itzar) อักซ์มัล (Uxmal) และมายาปัน (mayapan) ในบริเวณคาบสมุทรยูคาตัน เมืองของชาวมายาประกอบด้วยชุมชนเกษตรอยู่ชั้นนอก ชุมชนเมืองอยู่ชั้นในล้อมรอบจุดศูนย์กลางซึ่งเป็นบริเวณสิ่งก่อสร้างที่ใช้ ประกอบพิธีกรรมต่างๆ

Image
นักโบราณคดียุคปัจจุบันตื่นตะลึงกับสิ่งก่อสร้างอันมหัศจรรย์มากมายของชาวมายาซึ่งไม่ใช้เครื่องมือโลหะในการก่อสร้างเลย เช่น วิหารรูปทรงพีระมิด ราชวังและหอดูดาว เป็นต้น ยอดพีระมิดของชาวมายาจะแบนราบต่างจากพีระมิดของชาวอียิปต์ พีระมิดที่เมืองติกัลสูงถึง 212 ฟุต บนส่วนยอดมีห้องมากมาย และแท่นบูชากับหินแกะสลักอักษรภาพ ราชวังของเมืองติกัลเป็นอาคาร 4 ชั้น มีห้องมากถึง 42 ห้อง และเมืองอักซ์มัลมีโรงละครขนาดใหญ่

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การลดลงของประชากรมีทั้งค่อยๆ ลดลงโดยใช้เวลานานกว่าศตวรรษหรือลดลงอย่างรวดเร็วจนล่มสลายภายในเวลาไม่กี่ ปีจากสาเหตุสงคราม ความแห้งแล้ง ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ปัญหาเศรษฐกิจ หรือหลายสาเหตุรวมกัน

สำหรับอาณาจักรมายัน การล่มสลายเป็นปริศนามานานหลายศตวรรษแล้ว จนกระทั่งถึงปัจจุบันนักโบราณคดีก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายถึง สาเหตุของการล่มสลาย มันจึงยังคงเป็นปริศนาอันยิ่งใหญ่ของโลกอยู่ต่อไป
Image
ทอม เชฟเวอร์ นักโบราณคดีหนึ่งเดียวขององค์การนาซาจากศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลและทีมงาน ทำการศึกษาซากเมืองเพเตนในประเทศกัวเตมาลาซึ่งติดกับพรมแดนเม็กซิโก โดยการขุดค้นหาหลักฐานใต้พื้นดินและใช้รีโมตเซนซิ่งหาหลักฐานที่สายตามนุษย์มองไม่เห็น

สิ่งที่เชฟเวอร์ค้นพบใต้พื้นดินทั่วทั้งบริเวณของเมืองร้างแห่งนี้คือเรณูของต้น หญ้าแทนที่จะเป็นเรณูของต้นไม้ใหญ่ หลักฐานนี้แสดงว่าป่าไม้ของเมืองเพเตนลดลงกินบริเวณกว้างเมื่อประมาณ 1,200 ที่ผ่านมา

ทีมงานบอกว่าเมื่อไม่มีป่าฝนก็จะเกิดการกัดเซาะ และการระเหยของน้ำ และการกัดเซาะจะรุนแรงจนกวาดเอาปุ๋ยที่หน้าดินไปจนหมดสิ้น หลักฐานการกัดเซาะได้ถูกค้นพบในชั้นดินตะกอนในทะเลสาบ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ปกคลุมพื้นดินคือป่าไม้จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น

บ๊อบ โอเกิลส์บี นักวิทยาศาสตร์ด้านอากาศของศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลหนึ่งในทีมงานใช้แบบจำลอง คอมพิวเตอร์คำนวณผลแล้วปรากฏว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้น 5-6 องศาเซลเซียส การที่อุณหภูมิสูงขึ้นมีผลทำให้ผืนแผ่นดินแห้งแล้งซึ่งไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช

นอกจากนั้นอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบต่อการมีฝนด้วย ดังนั้นในฤดูแล้งเมืองเพเตนจะตกอยู่ในสภาพขาดแคลนน้ำ ขณะที่น้ำใต้พื้นดินก็ลึกถึง 500 ฟุต จนไม่สามารถจะขุดนำมาใช้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวมายาจะต้องอาศัยการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำแต่มันก็คงจะระเหยไปจนไม่ทันได้ใช้


อาณาจักรมายันรุ่งเรืองมาตั้งแต่คริสต์ศักราช 250 และรุ่งเรืองสูงสุดเมื่อคริสต์ศักราช 900 หลังจากนั้นก็เสื่อมสลายลง เหลือไว้เพียงซากสิ่งก่อสร้างอันอลังการไว้เป็นมรดกโลก และฝากปริศนาให้คนรุ่นหลังขบคิดกันว่าเกิดจากสาเหตุใด

Image
ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ปกคลุมพื้นดินคือป่าไม้จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น บ๊อบ โอเกิลส์บี นักวิทยาศาสตร์ด้านอากาศของศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลหนึ่งทีมงานใช้แบบจำลอง คอมพิวเตอร์คำนวณผลแล้วปรากฏว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้น 5-6 องศาเซลเซียส การที่อุณหภูมิสูงขึ้นมีผลทำให้ผืนแผ่นดินแห้งแล้งซึ่งไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช

นอกจากนั้นอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบต่อการมีฝน ด้วย ดังนั้นในฤดูแล้งเมืองเพเตนจะตกอยู่ในสภาพขาดแคลนน้ำ ขณะที่น้ำใต้พื้นดินก็ลึกถึง 500 ฟุต จนไม่สามารถจะขุดนำมาใช้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวมายาจะต้องอาศัยการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำแต่มันก็คงจะระเหยไปจนไม่ทันได้ใช้

ขณะที่อาณาจักรมายันมีประชากรจำนวนมากซึ่งจำเป็นจะต้องใช้อาหารและน้ำเป็นจำนวน มากด้วย การศึกษาพบว่าประมาณคริสต์ศักราช 800 เมืองของชาวมายามีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก ในพื้นที่ชนบทมีประชากร 500-700 คนต่อหนึ่งตารางไมล์ และ 1,800-2,600 คนต่อหนึ่งตารางไมล์ในบริเวณศูนย์กลางของอาณาจักรทางตอนเหนือของประเทศ กัวเตมาลา พอๆ กับนครลอสแองเจลิสในปี 2000 ซึ่งมีประชากร 2,345 คนต่อหนึ่งตารางไมล์ จนกระทั่งถึงคริสต์ศักราช 950 ก็เกิดความหายนะ " บางทีราว 90-95% ของชาวมายาต้องตายไป" เชฟเวอร์กล่าว

หลักฐานที่สนับสนุนความเป็นไปได้ก็คือ การพบว่ากระดูกของชาวมายาซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวสองสามทศวรรษก่อนอาณาจักรมา ยันจะล่มสลายซึ่งแสดงว่าเป็นโรคขาดอาหารอย่างรุนแรง

เชฟเวอร์ สรุปการศึกษาในครั้งนี้ว่า นักโบราณคดีเคยโต้เถียงกันมานานว่า สาเหตุของการล่มสลายว่าเป็นเพราะความแห้งแล้ง หรือสงคราม หรือโรคระบาดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ทีมงานของเขาคิดว่าทั้งหมดล้วนมีบทบาท ทว่าสาเหตุหลักก็คือ การขาดอาหารและน้ำอย่างยาวนาน ซึ่งเกิดจากความแห้งแล้งทางธรรมชาติผสมผสานกับการทำลายป่าไม้
Image
จุดเริ่มต้นอารยธรรม

การเยือนของจอมทัพผู้หนึ่งจากตอนกลางของเม็กซิโกเป็นการเปิดศักราชแห่งความอลังการและศิลปวัตถุที่วิจิตรพิสดารยิ่ง หน้ากากมรณะของกษัตริย์ปาคาล ผู้ครองนครปาเลงเก หรือวิหารอันงดงามจำนวนมากท่ามกลางป่าดงพงพฤกษ์ที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันล้ำเลิศของชาวมายา ทว่าอาณาจักรต่างๆล้วนรุ่งเรืองเฟื่องฟูเพื่อที่จะล่มสลาย

จอมทัพผู้นั้นมาถึงในฤดูแล้งเมื่อเส้นทางเดินในป่าแห้งและแข็งพอจะเดินทัพได้ เขาเดินเข้าสู่นครวากาของชาวมายาอย่างสง่างามขนาบข้างด้วยเหล่าขุนศึก ขบวนเคลื่อนผ่านวิหาร ตลาด และตัดข้ามจัตุรัสกว้าง ชาวเมืองคงไม่เพียงตื่นตะลึงกับแสนยานุภาพของกองทัพแต่ยังประทับใจกับเครื่องแต่งกายอันอลังการของขุนศึกจากมหานครอันไกลโพ้น ตั้งแต่เครื่องประดับศีรษะขนนก แหลนยาว และโล่อันวาววับ จารึกโบราณระบุว่า วันนั้นคือวันที่ 8 มกราคม ปี 378 และนามของชายผู้นั้นคือ อัคคีจุติ (Fire Is Born) เขามาถึงนครวากาซึ่งปัจจุบันอยู่ในกัวเตมาลา ในฐานะทูตจากอาณาจักรเรืองอำนาจแห่งที่ราบสูงเม็กซิโก หลายสิบปีต่อมา ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในศิลาจารึกทั่วอาณาจักรของชาวมายาซึ่งเป็นอารยธรรมดงดิบแห่งเมโสอเมริกาชายผู้นี้ได้ทิ้งมรดกที่ทำให้มายาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดนานถึงห้าศตวรรษ
Image
ชาวมายาเป็นชนเผ่าลึกลับมาตลอดเมื่อหลายปีก่อน

ความยิ่งใหญ่ของเหล่านครที่ล่มสลาย และอักษรภาพแกะสลักที่สวยงาม แต่ไม่มีใครอ่านออก ทำให้นักวิจัยไม่น้อยจินตนาการถึงสังคมสันติสุขที่เต็มไปด้วยนักบวชและอาลักษณ์

แต่เมื่อนักอ่านจารึกเริ่มถอดอักษรภาพเหล่านั้นได้ภาพที่เห็นกลับโหดร้ายกว่าที่คิด มีทั้งการสู้รบของราชวงศ์ต่างๆ การแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก และการเผาทำลายพระราชวัง

กระนั้นก็ยังมีปริศนาลี้ลับอีกหลายประการ เช่น อะไรที่ส่งผลให้ชาวมายาก้าวกระโดดขึ้นสู่จุดสูงสุด ในช่วงที่อัคคีจุติเริ่มมีชื่อเสียง คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงได้กระจายไปทั่วอาณาจักรมายาแล้ว กลุ่มนครรัฐที่ไม่นิยมสุงสิงกับโลกภายนอกได้ขยายความสัมพันธ์กับนครข้างเคียงและวัฒนธรรมอื่นๆ และสร้างงานศิลปะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนถือว่าเป็นวัฒนธรรมมายายุคคลาสสิก

หลักฐานใหม่ๆที่ขุดพบจากซากปรักหักพังใต้ป่ารกเรื้อและการตีความในจารึกที่เพิ่งอ่านออกชี้ว่า อัคคีจุติคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ แม้หลักฐานที่พบตลอดสิบปีที่ผ่านมาจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็พอจะบอกได้ว่า ชายแปลกหน้าผู้ลึกลับผู้นี้สร้างบทบาทผู้นำทางการเมืองใหม่ในอาณาจักรมายา เขาสร้างพันธมิตรโดยผนวกวิธีทางการทูตเข้ากับการใช้กำลัง สถาปนาราชวงศ์ใหม่ๆและขยายอิทธิพลของนครรัฐเตโอตีอัวกันอันยิ่งใหญ่ที่เขาเป็นตัวแทน มหานครแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน
Image
กษัตริย์ปกครองที่ชาวมายาเรียกว่า คูฮูล อะคอว์ หรือเทวกษัตริย์ ทรงเป็นสื่อกลางระหว่างสวรรค์กับโลก ทรงได้อำนาจจากทวยเทพ เป็นทั้งพ่อมดหมอผีที่อธิบายเรื่องศาสนาและคตินิยมแก่ประชาชน และเป็นทั้งผู้ปกครองซึ่งนำเหล่าประชาทั้งในยามศึกและยามสงบ

เบื้องหลังเสื้อคลุมแห่งพิธีกรรม นครรัฐของมายาก็ไม่ต่างจากนครอื่นๆที่แสวงหาพันธมิตร ทำสงคราม และค้าขายในอาณาจักรที่แผ่กว้างไปทั่วดินแดนตอนใต้ของเม็กซิโกในปัจจุบัน จากที่ราบต่ำเปเตนไปจรดชายฝั่งทะเลแคริบเบียนในฮอนดูรัส แม้จะมีเส้นทางเก่าแก่และถนนปูนเชื่อมตัดกันทั่วผืนป่าและมีเรือแคนูขึ้นล่องตามแม่น้ำ แต่ในทางการเมืองแล้ว นครรัฐต่างๆเหล่านี้ยังต่างคนต่างอยู่ก่อนที่อัคคีจุติจะมาถึง

ล่วงถึงปี 378 นครวากากลายเป็นศูนย์กลางความเจริญที่สำคัญแห่งหนึ่งมีจัตุรัสใหญ่สี่แห่ง อาคารหลายร้อยหลัง วิหารซึ่งมีความสูง 90 เมตร ปราสาทราชวังสำหรับประกอบพิธีตกแต่งด้วยภาพวาดบนผนังปูน บนลานประดิษฐานแท่นบูชาและอนุสาวรีย์ทำด้วยหินปูนสลักลวดลาย นครซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านการค้านี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์บนแม่น้ำซันเปรโด สินค้าหายากจากต่างแดนก็มีขาย เช่น หยกสำหรับงานประติมากรรมและเครื่องประดับ และขนนกเก็ตซัลสำหรับประดับเครื่องแต่งกาย ซึ่งมาจากเทือกเขาทางใต้ หินออบซิเดียนสำหรับทำอาวุธ แร่ไพไรต์สำหรับทำกระจกเงาจากที่ราบสูงเม็กซิโกทางตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหานครเตโอตีอัวกัน

ถึงแม้มหานครเตโอตีอัวกันอันไพศาลจะมีพลเมืองอย่างน้อย 100,000 คน และอาจเป็นนครที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น แต่กลับไม่เหลือบันทึกใดๆไว้ให้นักอ่านจารึกไขปริศนาได้ แต่เหตุผลที่เตโอตีอัวกันส่งอัคคีจุติไปยังดินแดนมายาดูจะชัดเจน นครวากามีทำเลที่ตั้งอยู่บนแหลมที่ยื่นออกไปเหนือลำน้ำแขนงหนึ่งของแม่น้ำซันเปโดรและมีท่าเรือที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับจอดเรือขนาดใหญ่“เป็นจุดยุทธศาสตร์การรบชั้นยอดเลยครับ” เดวิด ฟรีเดล นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นเมโทดิสต์ และผู้อำนวยการร่วมในการขุดสำรวจที่นครวากา กล่าว ซึ่งนี่คงจะตรงกับสิ่งที่อัคคีจุติคิดพอดี

Image
ทิคัลเป็นโบราณสถานอันเก่าแก่ของชาวมายาในอดีตที่เจริญรุ่งเรืองยาวนานเป็น เวลาอย่างน้อย 1,200 ปี ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศกัวเตมาลา ใกล้กับชายแดนของประเทศเบลิซ (Belize) จริงๆ แล้วอารยธรรมมายาพบได้ทั่วบริเวณแหลมยูคาตัน (Yucatan Peninsula) ซึ่งคลุมพื้นที่ของประเทศเม็กซิโกตอนใต้ กัวเตมาลา เบลิซ และฮอนดูรัส อารยธรรมของชาวมายา นี้เริ่มตั้งรากฐานเป็นรูปเป็นร่างเมื่อ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนที่จะมาสิ้นสุดลงด้วยน้ำมือของชาวสเปน ซึ่งเริ่มล่าอาณานิคมในแถบละตินอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1517 และพยายามยึดแผ่นดินของชาวท้องถิ่นพร้อมกับฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมายาที่ไม่ ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของชาวสเปน สเปนไม่ได้นำแต่เรือรบมาเทียบท่าเท่านั้น แต่ยังนำโรคภัยไข้เจ็บที่ชาวมายาไม่เคยรู้จักมาก่อนมาฝากเขาอีก ไม่ว่าจะเป็นโรคฝีดาษ ไข้หวัดใหญ่ หรือหัด ผลจากการรุกรานของชาวสเปนครั้งนี้ทำให้ประชากรชาวมายากว่า 90% ต้องล้มหายตายจากจนเกือบจะสูญเผ่าพันธุ์ไปภายในเวลาแค่ 100 ปีเท่านั้น

ในบรรดาเมืองต่างๆ ที่ชาวมายาสร้างเอาไว้ ทิคัลเป็นเมืองอันยิ่งใหญ่แห่งแรกของชาวมายาที่สร้างขึ้น เมื่อประมาณปี ค.ศ.500 หรือ 1,500 กว่าปีมาแล้ว อารยธรรมของชาวมายาเมื่อสมัยก่อนจะรุ่งเรืองแค่ไหน ดูได้จากซากปรักหักพังมากมายที่มีหลงเหลือให้เห็นภายในบริเวณอุทยานแห่งชาติ ทิคัล พีระมิดและพระราชวังของทิคัลถูกสร้างขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 5-8 และครอบคลุมพื้นที่ 222 ตารางไมล์ ในป่าทึบ แต่สถาปัตยกรรมหินแกะสลัก และพีระมิดของทิคัลสูญหายไปจากสายตาของผู้คนนานนับร้อยๆ ปี หลังจากที่สเปนบุก สิ่งก่อสร้างที่เคยยิ่งใหญ่ตระการตา จึงกลายเป็นเพียงเนินดินสูงที่มีแมกไม้ปกคลุมในป่าลึกของกัวเตมาลาเท่านั้น ทิคัลเพิ่งจะมาถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1877 โดยชาวสวิสที่ชื่อ กุซตาฟ เบอโนลี่ (Gustav Bernoulli) แต่ผู้ที่เริ่มทำการขุดซากปรักหักพังของทิคัลอย่างจริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรกคือชาวอังกฤษชื่อ Alfred P. Maudslay เมื่อปี ค.ศ.1881-188
Image
ทิคัลได้รับการบูรณะอย่างสมบูรณ์แบบจนเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ก็ด้วยน้ำพักน้ำแรงของทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียของสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มงานขุดเจาะทิคัล ตั้งแต่ปี ค.ศ.1956-1970 รวมใช้เวลาประมาณ 14 ปี แต่ก็ขุดได้บริเวณ พื้นที่แค่ 10 กว่าตารางไมล์เท่านั้น ทุกวันนี้ภายในทิคัลยังมีเนินดินที่ซ่อนพีระมิดเอาไว้รอคอยการค้นพบอยู่อีก ไม่น้อย แต่รัฐบาลขาดกำลังคนและทุน ไม่อาจทำการขุดและบูรณะได้ เพราะถ้าเริ่มขุดเมื่อไร พวกขโมยแถวนั้นจะคอยย่องมาชุบมือเปิบ ขุดเอาสมบัติโบราณเหล่านี้ไปขายเมื่อนั้น

ผังเมืองของใจกลางเมืองทิคัลประกอบไปด้วย โบสถ์ที่ 1 (Temple 1) และ 2 (Temple 2) ซึ่งก็คือพีระมิดที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พีระมิดทั้งสองตั้งหันหน้าเข้าหากัน โดยมีสนามว่างเปล่ากั้นไว้ตรงกลาง ส่วนทางซ้ายและขวา คือ พระราชวัง (Central and North Acropolis) สร้างด้วยหินแกะสลักลวดลายต่างๆ

ตามขอบตึกเป็นที่พำนักของกษัตริย์ ขุนนางชั้นสูง และพระ

ส่วนชาวบ้านทั่วไปอยู่ได้แต่ในกระต๊อบชานเมือง

การที่พีระมิดถูกสร้างให้สูงชะลูด (บางแห่งสูงถึง 70 เมตร) แต่พระราชวังกลับเรียบไปตามแนวราบเป็นการส่อให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องความแตกต่างระหว่างพระเจ้าผู้เป็นอมตะบนสรวงสวรรค์กับปุถุชนทั่วไปบนพื้นโลก ซึ่งต้องเผชิญความตายเข้าสักวัน
Image
พีระมิดของชาวมายาต่างไปจากของอียิปต์ตรงที่สำหรับชาวมายาแล้วพีระมิดเป็นสถานที่สำหรับสักการะพระเจ้า เมื่อพระเดินขึ้นไปตามบันไดสูงของพีระมิด ก็เหมือนกับได้เดินขึ้นสู่สวรรค์ไปคุยกับพระเจ้า พีระมิดของมายาจึงเป็นการเชื่อมต่อระหว่างสวรรค์กับโลก ผิดกับของอียิปต์ที่ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อจุดประสงค์ทางศาสนา ส่วนข้อที่เหมือนกันระหว่างสถาปัตยกรรมของทั้ง 2 อารยธรรมนี้ก็เห็นจะเป็นการใช้ฐานของพีระมิดเป็นสุสาน เก็บศพกษัตริย์เท่านั้น

ต่อมาเมื่ออารยธรรมมายารุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ กษัตริย์ยุคหลังๆ ก็เริ่มสร้างพีระมิดเพื่อโอ่อำนาจของตัวเอง ไม่ได้สร้างเพื่อสักการะพระเจ้าอย่างเดียวเหมือนในสมัยแรกๆ

พีระมิดหลายแห่งในทิคัลเปิดให้นักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปชมวิวรอบๆ บริเวณได้ แต่บันได สูงชันมาก แต่พอปีนขึ้นไปก็หายเหนื่อยเพราะจะเห็นทิวไม้เขียวขจีของป่าสุดลูกหูลูกตา แถมยังเห็นยอดของพีระมิดแห่งอื่นภายในบริเวณเดียวกันที่โผล่พ้นยอดไม้ขึ้นมา เป็นภาพที่ประทับใจ

ชาวมายามีความรู้และเทคโนโลยีที่ทุกคนเห็นแล้วจะต้องทึ่ง และเป็นคนกลุ่มแรกในโลกที่คิดค้นนำเลขศูนย์มาใช้ในการคำนวณ ปัจจุบันเราใช้เลขฐาน 10 แต่ชาวมายาจะใช้เลขฐาน 20 คือนับ 1 ถึง 20 แล้วจึงเริ่มต้นใหม่ สัญลักษณ์ของเลขศูนย์คือรูปคล้ายๆ เปลือกหอย เลข 1 แทนด้วยจุด 1 จุด สำหรับเลข 5 ชาวมายาใช้เส้นแนวนอนสั้นๆ เป็นสัญลักษณ์แทน ดังนั้นถ้าเห็นจุด 4 จุดอยู่บนเส้นแนวนอน 1 เส้น นั่นหมายถึงเลข 9 นอกจากนี้ชาวมายายังมีเทคนิค การคำนวณปฏิทินของตัวเอง ซึ่งนักโบราณคดีพบว่าจำนวนวันในรอบ 1 ปีที่คำนวณตามกฎของชาวมายาโบราณนั้นมีความถูกต้องตามหลักดาราศาสตร์ปัจจุบัน มากกว่าระบบปฏิทินแบบเกรกอเรียนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เสียอีก
Image
ากที่เคยรุ่งเรืองมีอารยธรรมเป็นของตัวเองชาวมายาที่เหลืออยู่ 8-9 ล้านคนใน 4 ประเทศของแหลม ยูคาตันทุกวันนี้กลับกลายเป็นประชาชนชั้นสองที่ถูกลืมของประเทศนั้นๆไป ซึ่งไม่ต่างจากชนท้องถิ่น (Indigenous people) กลุ่มอื่นๆ ในอีกหลายประเทศของละตินอเมริกา เช่น ชาวคิชัว (Quichua) ในเอกวาดอร์ เพราะเศรษฐกิจการเมืองและสังคมของทุกประเทศ ในแถบนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของคนผิวขาวเกือบหมด สังเกตได้จากการที่ประธานาธิบดีและผู้นำทาง การเมืองของละตินอเมริกาเกือบทุกประเทศเป็นชาวละติน หรือยุโรป น้อยคนนักที่จะมีเลือดชาวบ้านท้องถิ่นเต็มตัว ยกเว้นประธานาธิบดีอเลฮานโดร โทเลโด (Alejandro Toledo) ของเปรู ส่วนชาวมายาแท้ๆ ที่นำชื่อเสียงระดับ โลกมาสู่กลุ่มตัวเองได้เห็นจะมีแต่ ริโกเบอร์ตา เม็นชู (Rigoberta Menchu) เท่านั้น ซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของชาวมายาและชาวบ้านยากจนในกัวเตมาลา จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี ค.ศ.1992 แต่ชาวมายาส่วนใหญ่ก็ยังยากจนและถูกสังคมกดขี่ข่มเหงเหมือนเดิม ไม่ต่างอะไรจากยุคที่สเปนล่าอาณานิคมเมื่อ 500 กว่าปีก่อน

น่าเสียดายกับการสูญเสียอารยธรรมอันล้ำค่าของชาวมายาและของโลก และน่าสงสารชาวมายาที่ยังถูกรังแกอยู่ จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
Image
ว่ากันว่าปฏิทินของชนเผ่ามายาชี้ว่าโลกาวินาศจะมาถึงในวันที่ 21 ธันวาคม 2555 แต่ผู้เฒ่าชาวมายันคนหนึ่งปลอบใจพวกขี้ตื่นว่าไม่ควรวิตก ขนาดชาวเผ่าของตนยังไม่มีใครกลัวโลกแตกสักราย

ท่านผู้เฒ่า อะโพลินารีโอ ชิเล พิกตุน ชาวกัวเตมาลา บอกว่า ทฤษฎีโลกแตกที่ว่านี้ พวกชาวตะวันตกพูดกันไปเอง ไม่ใช่ความคิดของชาวมายาแต่อย่างใด

อารยธรรมของชาวมายา ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตประเทศเม็กซิโกและอเมริกากลาง ได้เจริญถึงขีดสุดในช่วง ค.ศ.300-900 ชนเผ่านี้มีความสามารถในด้านดาราศาสตร์ ปฏิทินนับเวลาของชนเผ่านี้เริ่มในปี 3114 ก่อนคริสต์ศักราช แต่ละช่วงกินเวลา 394 ปี ซึ่งเรียกว่า บักตุน ชาวมายาถือเลข 13 เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ บักตุนที่ 13 จะสิ้นสุดลงในราววันที่ 21 ธันวาคม ปี พ.ศ.2555

ศิลาจารึกแผ่นหนึ่งของชาวมายาซึ่งพบในเม็กซิโกเมื่อทศวรรษ 1960 ระบุว่าจะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทพโบลอนยกเต เทพแห่งสงครามและการสร้างสรรค์ ในปี 2555 แต่คำพยากรณ์ในท่อนสุดท้ายลบเลือนจนไม่สามารถอ่านได้

"มันเป็นโอกาสของการเฉลิมฉลองการรังสรรค์" เดวิด สจ๊วต ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกของมายาแห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส เมืองออสติน บอก "ชาวมายาไม่เคยพูดว่าโลกจะถึงกาลอวสาน ไม่เคยบอกว่าจะเกิดเรื่องเลวร้าย เพียงแต่ระบุกำหนดวันที่จะเฉลิมฉลองในอนาคต"
Image
นักโบราณคดีเม็กซิโก ขุดพบสุสานเก่าแก่อายุ 1,100 ปี ช่วงยุคร่วงโรยของอาณาจักรมายา หวังช่วยไขปริศนาว่าอารยธรรมมายาอันยิ่งใหญ่ล่มสลายได้อย่างไร

ฮวน ยาดิน นักโบราณคดีผู้ร่วมการขุดค้น บอกว่า ลักษณะของหลุมฝังศพและเครื่องเคลือบต่างๆ ที่พบในสุสาน มาจากวัฒนธรรมอื่นที่ไม่ใช่มายา จึงอาจนำไปสู่คำตอบว่าชนกลุ่มใดเข้ามาครอบครองดินแดนมายา หลังอาณาจักรแห่งนี้เริ่มเสื่อมสลาย

สองข้อสันนิษฐานหลักที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อกันมานาน ว่าเป็นสาเหตุการสูญสิ้นของอารยธรรมมายาเมื่อช่วงเกือบ 900 ปีหลังคริสตกาล คือสงครามกลางเมือง และการเสื่อมสภาพของสิ่งแวดล้อม

ยาดิน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลแหล่งโบราณคดีโทนินา (Tonina) ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรมายา บอกต่อว่า สุสานที่พบมีอายุราว 840-900 ปีหลังคริสตกาล สิ่งประดิษฐ์หลายอย่างที่พบภายในเป็นของวัฒนธรรมตอลเตก (Toltec) สมาชิกอินเดียนแดงเผ่าหนึ่งในภาคกลางของเม็กซิโก ซึ่งอาจนำไปสู่คำอธิบายใหม่เกี่ยวกับปริศนามายา

ตอลเตกอาศัยอยู่แถบที่ราบสูงตอนกลาง และคาดว่าน่าจะแผ่อิทธิพลมายังดินแดนแถบใต้ของมายา นักโบราณคดีเชื่อว่าตอลเตกเคยครอบครองเม็กซิโก ไล่ตั้งแต่เมืองตูลาซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน ระหว่างยุคศตวรรษที่ 10-12 ก่อนที่ชนเผ่าพื้นเมืองแอซเตกส์ (Aztecs) จะผงาดขึ้นมาแทนที่

อย่างไรก็ดี นักโบราณคดีซึ่งไม่ได้มีส่วนกับการขุดค้นเตือน ไม่ควรด่วนสรุปจากข้อมูลที่ได้จากแหล่งโบราณคดีเพียงแห่งเดียว เนื่องจากอาณาจักรมายามีอาณาเขตกวางขว้าง จึงน่าจะยังมีจุดอื่นที่ยังรอการขุดค้นพบอีกมาก

สุสานถูกค้นพบกลางป่าที่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรมายาอันรุ่งโรจน์ ภายในพบหีบศพโบราณทำด้วยหินอ่อนวางอยู่ในอุโมงค์แคบๆ และใช้หินขนาดใหญ่ปิดไว้อย่างแน่นหนา โดยทั่วไปปกติผาหีบศพโบราณมักมีข้อความจารึกอยู่ แต่หีบศพนี้กลับไม่มี

นอกจากนี้ยังพบเครื่องปั้นดินเผา และกระดูกมนุษย์ที่เชื่อว่าเป็นเพศหญิง นักมานุษยวิทยากายภาพกำลังศึกษาว่าเจ้าของกระดูกมาจากชนเผ่าใดกันแน่.
:roll:


Tue Apr 12, 2011 4:51 pm
Profile E-mail
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 1 post ] 


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Search for:
Jump to:  
cron